สถาบันวิจัยและพัฒนาหญ้าแฝก กรมพัฒนาที่ดิน

ถิ่นกำเนิดและการกระจาย

 
วันที่ 04/03/2011 จำนวนผู้เยี่ยมชม 1175 คน
  •           หญ้าแฝก (Vetiver grass) เป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยวในตระกูลหญ้าชนิดหนึ่งพบกระจายอยู่ทั่วไปในหลายพื้นที่โดยในพื้นที่มีการใช้ประโยชน์ และรู้จักกันดีทั่วไปในชื่อ “แฝกหอม” หรือที่เรียกกันว่าแฝกลุ่มแฝกส้มหรือแฝกท้องขาวจัด เป็นพืชล้มลุกที่มีอายุข้ามปีได้หลายปีเนื่องจากมีคุณสมบัติพิเศษในหลายด้านจึงมีการนำไปปลูกและใช้ประโยชน์กันอย่างแพร่หลายสันนิษฐานว่าบริเวณการแพร่กระจายอยู่บริเวณตอนกลางและตอนใต้ของประเทศอินเดียและได้แพร่กระจายลงมาครอบคลุมตลอดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศ
    ในแถบบริเวณเส้นศูนย์สูตรของทวีปเอเซียหมู่เกาะในมหาสมุทรอินเดีย และแปซิฟิคทวีปอาฟริกาออสเตรเลียอเมริกากลางอเมริกาใต้และตอนใต้ของทวีปอเมริกาเหนือในประเทศอินเดียได้มีการบันทึกถึงการใช้ประโยชน์หญ้าแฝกมาแต่โบราณ โดยเฉพาะประโยชน์ที่เกี่ยวกับการนำไปใช้ในพิธีกรรมต่างๆ และการนำรากไปใช้เป็นเครื่องหอมหญ้าแฝกแต่เดิมได้มีการปลูกในลักษณะเป็นพืชพื้นบ้านในประเทศอินเดียมีการคัดเลือกและปรับปรุงพันธุ์สืบต่อกันมากันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันการใช้ประโยชน์ในด้านการอนุรักษ์ดินและน้ำได้เริ่มทวีความสำคัญขึ้นในระยะหลัง แต่ไม่เป็นที่แพร่หลายเท่าควร เพราะประโยชน์ในด้านนี้เป็นไปอย่างช้าๆ จึงยังไม่เป็น
    ที่ยอมรับเองประชาชนในท้องถิ่น หญ้าแฝกหอมเป็นพืชที่มีการกระจายอย่างกว้างขวาง  ถิ่นกำเนิดเดิมที่เป็นศูนย์กลางการกระจายพันธุ์ของพืชชนิดสันนิษฐานว่าอยู่ในประเทศอินเดียโดยมีนักพฤกษศาสตร์ได้เก็บตัวอย่างหญ้าแฝกนี้เป็นครั้งแรกจากประเทศอินเดียเมื่อปี ค.ศ. 1771และได้เก็บรักษาตัวอย่างพันธุ์ไม้แม่แบบ (type specimens) นี้ไว้ที่ หอพรรณไม้ลินเนียส (Linnaeus Herbarium)ประเทศสวีเดน

              ซึ่งปัจจุบันได้ย้ายมาอยู่ในกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษโดย Linnaeusได้ตรวจวิเคราะห์และตั้งชื่อพฤกษศาสตร์เป็น Phalaris zizanioides Linn.จากนั้นก็มีผู้เก็บตัวอย่างพืชชนิดนี้อีกหลายท่านและได้ให้คำอธิบายลักษณะของพืชชนิดนี้ต่างกันออกไป  จึงปรากฏชื่อพ้องเกิดขึ้นมากมาย อาทิ  Andropogon muricatus Reiz. (1783), Agrostis verticillata Lamk. (1783), Vetiveria odoratissima Lem.- Lisanc. (1822), Andropogon festucoides J.S.Presi
    &C.B>Presl (1880) เป็นต้นต่อมาNash(1903) ทำการตรวจสอบชื่อพ้องของพืชสกุลนี้ละเรียบเรียงและได้จัดทำคำบรรยายลักษณะของหญ้าแฝกลุ่มขึ้นใหม่ และตั้งชื่อใหม่เป็น Vetiveria zizanioides (Linn.) Nash  ซึ่งถือเป็นชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องของหญ้าแฝกลุ่ม ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน หญ้าแฝก (Vetiveria spp.) มีอยู่ในโลกประมาณ 12 ชนิด จากผลของการสำรวจสายพันธุ์หญ้าแฝก พบว่าประเทศไทยมีอยู่เพียง 2 ชนิดได้แก่ หญ้าแฝกลุ่ม (Vetiveria zizanioides)
    และหญ้าแฝกดอน (Vetiveria nemoralis A. Camus) ในธรรมชาติพบว่าหญ้าทั้งสองชนิดมีการกระจายทั่วไป ขึ้นได้ดีในสภาพพื้นที่ลุ่มและพื้นที่ดอน ในดินที่มีสภาพต่างๆ รวมทั้งที่ระดับความสูงของพื้นที่ที่แตกต่างกัน

     

    ลักษณะทางพฤกษศาสตร์

          1. ลำต้น
              หญ้าแฝกเป็นหญ้าที่ขึ้นเป็นกอ มีลักษณะเป็นพุ่ม ใบยาวตั้งตรง ขึ้นสูง มักพบขึ้นอยู่เป็นกลุ่มใหญ่กระจายอยู่ไม่ไกลมากนักกอหญ้าแฝกจะมีขนาดค่อนข้างใหญ่ โคนกอเบียดกันแน่นเป็นลักษณะเฉพาะที่แตกต่างจากหญ้าอื่นค่อนข้างชัดเจนส่วนโคนของลำต้นจะแบนเกิดจากส่วนโคนใบที่จัดเรียงพับซ้อนกันลำต้นแท้จะมีขนาดเล็กซ่อนอยู่ในกาบใบบริเวณคอดินประเทศไทยหญ้าแฝกจะพบมากในสภาพโล่งแจ้งโดยเฉพาะบริเวณใกล้น้ำดินที่มีความชุ่มชื้นสูงและในป่าเต็งรัง

           การเจริญและแตกกอของหญ้าแฝกจะมีการแตกหน่อใหม่ทดแทนต้นเก่าอยู่เสมอโดยจะแตกหน่อออกทางด้านข้างรอบกอเดิมทำให้กอมีขนาดขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆปกติแล้วหญ้าแฝกมีลำต้นสั้นข้อและปล้องไม่ชัดเจนการแตกตะเกียงและการยกลำต้นขึ้นเตี้ยๆเหนือพื้นดินจะไม่พบมากในสภาพธรรมชาติแต่เป็นลักษณะที่พบได้ในหญ้าแฝกที่ปลูกในถุงเพาะชำหรือในแปลงสำหรับหญ้าแฝกที่มีการแยกหน่อขยายพันธุ์ออกไปหลายๆครั้งหรือต้นกล้าของหญ้าแฝกที่เกิดจากการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อแล้วนำไปปลูกอาจจะพบว่ามีการแตกกอมีลักษณะที่แผ่ไปกับดินและต้นไม่ตั้งขึ้นสาเหตุนี้เกิดจากอัตราการเจริญของส่วนรากและลำต้นไม่สัมพันธ์กันหรือเกิดจากการเร่งแยกพืชเกินไปทำให้ต้นกล้าไม่แข็งแรงซึ่งพบว่าเมื่อนำไปปลูกลงดินในแปลงช่วงระยะเวลาหนึ่งหญ้าแฝกจะเจริญเติบโตมีกอขึ้นเป็นปกติได้               
        
          2. ใบ
              ใบของหญ้าแฝกแตกจากโคน มีลักษณะแคบยาว ขอบขนาน ปลายสอบแหลม แผ่นใบกร้านคาย โยเฉพาะใบแก่ขอบใบและเส้นกลางใบมีหนามละเอียดหนามบนใบที่ส่วนโคนและกลางแผ่นใบจะมีน้อยแต่จะมีมากที่บริเวณปลายใบมีลักษณะตั้งทแยงปลายหนามชี้ขึ้นไปทางปลายใบกระจังหรือเยื่อกั้นน้ำฝนที่โคนใบจะลดรูป มีลักษณะเป็นเพียงส่วนโค้งของขนสั้นละเอียดบางครั้งสังเกตได้ไม่ชัดเจนเมื่อตัดแผ่นใบตามขวางและศึกษาภายใต้กล้องจุลทรรศน์จะเห็นลักษณะการเรียงตัวของเนื้อเยื่อในใบเป็นลักษณะเฉพาะแบบเรียบง่ายด้านหลังใบเป็นด้านที่มีสีเขียวเข้มส่วนของมัดท่อนำน้ำและอาหารเรียงตัวขนานกันอย่างเป็นระเบียบอยู่ใต้ชั้นผิวใบมัดท่อน้ำและอาหารนี้จะถูกห่อหุ้มด้วยกลุ่มเซลล์ผนังบางที่มีสารประกอบสีเขียวและชนิดที่ไม่มีสีเซลล์เหล่านี้ทำหน้าที่เก็บสะสมอาหารนั้นและเป็นแหล่งเก็บพลังงานที่พืชได้จากการสังเคราะห์แสงตอนบนของท่อนำน้ำและอาหารจะมีเซลล์ที่มีผนังหนาตามมุมเรียงตัวอยู่เป็นกลุ่มและติดสีย้อมชัดเจนทำหน้าที่เพิ่มความแข็งแรงให้แก่แผ่นใบด้านท้องใบจะมีสีจางกว่าด้านหลังใบ ส่วนผิวจะปกคลุมด้วยเซลล์ผนังบางชั้นเดียวใต้ผิวใบลงไปจะประกอบด้วยเซลล์ผนังบางจัดเรียงตัวเป็นกลุ่มในลักษณะสะพานเชื่อมระหว่างท่อมัดลำเลียงกับผิวใบทำหน้าที่เก็บสะสมและความชื้นบริเวณตอนกลางของแผ่นใบจะมีช่องว่างขนาดใหญ่ปรากฏชัดเจนอยู่ทั่วไปทำหน้าที่เก็บก๊าซออกซิเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสงและหายใจบนด้านหลังจะมีเซลล์ปากใบมากกว่าด้านท้องใบและบริเวณตรงกลางของด้านท้องใบจะมีกลุ่มเซลล์ผนังบางขนาดใหญ่ที่ย้อมติดสีแดงจางเรียงตัวอยู่ที่บริเวณรอยพับของใบ มีหน้าที่ควบคุมการห่อและการพับของใบด้วยการพองตัวและยุบตัวของเซลล์             

          
            3. ราก

               รากของหญ้าแฝกเป็นส่วนสำคัญและเป็นลักษณะพิเศษของรากหญ้าแฝกที่ถูกนำไปใช้ประโยชน์เป็นหลังจากหญ้าส่วนใหญ่เป็นระบบรากฝอยแตกจากส่วนลำต้นใต้ดิน กระจายออกแผ่กว้างเพื่อยึดพื้นดินตามแนวนอนระบบรากในแนวดิ่งไม่ลึกมากแต่ระบบรากของหญ้าแฝกจะแตกต่างจากรากหญ้าส่วนใหญ่ทั่วไปคือมีรากที่สานกันแน่นหยั่งลึกแนวดิ่งลงในดินไม่แผ่ขนานมีรากแกนรากแขนงโดยเฉพาะมีรากฝอยมากหญ้าแฝกที่มีอายุประมาณ 18 เดือน รากจะเจริญเติบโตเต็มที่จากแกนที่ส่วนโคนกอจะเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2-3 มิลลิเมตรผนังด้านนอกจะแข็งตัว มีลักษณะอวบ คล้ายนวมเมื่อรากแก่มากก็จะตายไปและถูกแทนที่ด้วยเซลล์ผิวที่อยู่ถัดไปจะทำหน้าที่เพิ่มความหนาความแข็งแรงดูดซับน้ำและความชื้นโดยเฉพาะป้องกันส่วนลำเลียงน้ำและอาหารที่อยู่ภายในเมื่อตัดรากตามขวางจะเห็นลักษณะการเรียงตัวของเนื้อเยื่อราก ด้านนอกประกอบไปด้วยเซลล์ผิวอยู่ชั้นนอกสุดใต้เซลล์ชั้นผิวเป็นเซลล์ที่มีผนังหนาสะสมตามมุมเรียงตัวอยู่เป็นหลายชั้น ทำหน้าที่ให้ความแข็งแรงและให้ความยืดหยุ่นแก่รากเซลล์ชั้นในถัดไปจะประกอบด้วยกลุ่มเซลล์ผนังบางที่เชื่อมต่อกันหลวมๆ เป็นสายคล้ายสะพานทำหน้าที่กักเก็บน้ำในชั้นนี้และมีช่องว่าง ขนาดใหญ่อยู่มากซึ่งช่วยรากกักเก็บน้ำเมื่อมีความชุ่มชื้นสูงและเก็บความชื้นเมื่อมีความแห้งแล้งเนื้อเยื่อรากด้านในส่วนแกนกลางจะประกอบด้วยเซลล์ที่เรียงตัวอัดกันแน่น เซลล์ชั้นนอกสุดจะมีผนังหนาตอนบนซึ่งรองรับอยู่ด้วยเซลล์ผนังบางที่ไม่ติดสีและมีเรียงอยู่เพียงชั้นเดียวไปเป็นเซลล์ผนัง หนาที่ไม่ติดสีเรียงตัวอยู่หลายชั้นแทรกอยู่ด้วยกลุ่มท่อลำเลียงที่ย้อมติดสีเขียวและที่ย้อมสีแดงเซลล์สีแดงนี้เมื่อยังไม่แก่ตัวจะเห็นเป็นท่อที่มีเส้นผ่าศูนย์กลางขนาดเล็ก และใหญ่ไม่เท่ากัน และเมื่อตัวมากๆจะปรากฏเป็นลักษณะท่อขนาดใหญ่ขึ้นมีผนังหนาเรียงตัวกันอยู่เป็นวงระยะห่างค่อนข้างสม่ำเสมอและมีขนาดใกล้เคียงกันส่วนใจกลางของรากเป็นกลุ่มเซลล์ผนังบางที่เรียงตัวอัดกันแน่น ทำหน้าที่ช่วยในการลำเลียงน้ำ ของรากไปสู่ส่วนต่างๆ ของพืช

     

            4. ช่อดอก
               หญ้าแฝกมีช่อดอกตั้งตรงมีลักษณะเป็นรวงก้านช่อดอกยาวกลมก้านช่อดอกและรวงสูงประมาณ 100-150 เซนติเมตรแต่ในต้นที่สมบูรณ์จะสูงจากพื้นดินเกินกว่า 200 เซนติเมตรสำหรับความยาวของช่อดอกหรือรวงประมาณ20-40 เซนติเมตรแผ่กว้างเต็มที่ 10-15 เซนติเมตรช่อดอกของหญ้าแฝกลุ่มส่วนใหญ่มีสีม่วง ซึ่งเป็นลักษณะปกติประจำแต่ละชนิดพันธ์ในพืชสกุลหญ้าลักษณะของช่อดอกเป็นลักษณะสำคัญในการจำแนกสายพันธุ์ แต่ในหญ้าแฝกลักษณะนี้อาจทำให้เกิดความสับสนโดยเฉพาะเมื่อใช้ความยาว ความกว้าง และสีของรวงเป็นลักษณะจำแนกเพราะแท้จริงแล้วช่อดอกหญ้าแฝกจะเปลี่ยนรูป และสีไปตามขั้นตอนของการผสมเกสร
               - ระยะผสมเกสร
                 เริ่มตั้งแต่ช่อดอกแทงโผล่พ้นใบธง (flag leaf) จนถึงระยะดอกหญ้าบานเต็มที่ ใช้เวลาประมาณ 4-5 วัน ในระยะ
    นี้แกนช่อดอกจะยึดตัวอย่างรวดเร็วระยางค์ค์ต่างๆในรวงจะมีน้ำ อาหาร และฮอร์โมนพืชต่างๆ อย่างสมบูรณ์ส่วนโคนของแกนช่อย่อย (rachis) ซึ่งมีลักษณะเป็นต่อม (pulvinus) เมื่อเต่งเต็มที่จะดันให้แกนช่อย่อยกางแผ่ออกและเกสรที่เต่งก็จะดีดตัวออกมาระโยงรยางค์นอกดอกหญ้าแฝก (spiketet) เพื่อพร้อมรับการผสมเกสร
               - ระยะหลังผสมเกสร
                 เมื่อดอกหญ้าแฝกได้รับการผสมแล้ว กระบวนการต่างๆ ในช่อดอกจะลดลงตามลำดับ ต่อที่โคนแกนช่อย่อยจะแฟบลงช่อดอกจะเริ่มห่อตัวโดยจะเริ่มจากการรัดตัวจากปลายยอดซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ถูกผสมเกสรก่อนลงมาหาส่วนโคนรวงระยะนี้จะใช้เวลาประมาณ 8-10 วัน ขนาดของช่อดอกจะลดเล็กลง
              - ระยะติดเมล็ด
                ดอกหญ้าแฝกที่ผสมแล้วจะพัฒนาเต็มที่มีความสมบูรณ์ มีขนาดใหญ่กว่าเดิมเล็กน้อย และเกาะกันอยู่ในแกนช่อย่อยแบบตามยาวขนานกับแกนรวมทั้งรวงเป็นก้อนคล้ายรูปกระสวย ระยะนี้ช่อดอกจะรัดตัวแน่นเต็มที่จนเหลือขนาดเล็กที่สุดคัพภะได้พัฒนาเต็มที่เป็นเมล็ดสีของรวงจะซีดลงเรื่อยๆ ระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 10-12 วัน เมื่อเมล็ดแก่เต็มที่จะร่วงจากรวงแบบหลุดไปทั้งดอกคงเหลือแต่ส่วนก้านดอกที่ยังคงติดอยู่กับแกนช่อย่อยรวมระยะเวลาของการติดดอกทั้ง 3 ระยะตั้งแต่ขั้นการผสมเกสรติดเมล็ดถึงดอกร่วงประมาณ 20-28 วัน ในแต่ละรวงจะมีแกนช่อย่อยที่แตกแขนงออกในระดับใกล้เคียงจัดเรียงกันอยู่เป็นชั้นๆ ประมาณ 8-12 ชั้น ในแต่ละชั้นนี้จะมีแกนช่อย่อยอยู่ประมาณ 6-18 แกน ในแต่ละแกนจะมีดอกหญ้าอยู่ประมาณ 10-20 ดอก เมื่อรวมทั้งรวงจะมีอยู่ประมาณ 600-,500 ดอก ทั้งนี้จำนวนดอกหญ้าทั้งหมดในช่อดอก
    จะขึ้นกับความสมบูรณ์ของหญ้าแฝกต้นแม่ด้วย

                   

            5. ดอกหญ้าแฝก
               หญ้าแฝกจะมีดอกเรียงตัวอยู่ด้วยกันเป็นคู่ มีลักษณะคล้ายคลึงกัน และขนาดใกล้เคียงกันแต่ละคู่ประกอบด้วยดอกชนิดที่ไม่มีก้าน (sessile spikelet) และดอกชนิดมีก้าน (pedicelled spikelet) ยกเว้นที่ส่วนปลายของก้านช่อย่อยมักจะเรียงเป็น 3 ดอกอยู่ด้วยกันดอกที่ไม่มีก้านจะอยู่ด้านล่างส่วนดอกที่มีก้านจะชูอยู่ด้านบนดอกที่ไม่มีก้าน (hermaphrodite spikelet) ส่วนดอกมีก้านจะเป็นดอกตัวผู้(male spikelet)มีแต่เกสรตัวผู้อยู่ภายใน ในแต่ละดอกจะประกอบไปด้วยดอกย่อย (floret) อีก 2 ดอก แต่ส่วนมากจะมีการลดรูปหรือไม่สมบูรณ์จะเหลือดอกย่อย
    เพียงดอกเดียวกับดอกเปล่าๆ ที่มีกาบคลุม ดอกหญ้าแฝกมีลักษณะคล้ายกระสวยขอบขนานรูปไข่ ปลายสอบขนาดของดอกกว้าง 1.5-2.5 มิลลิเมตรยาว 2.5-3.5 มิลลิเมตรผิวบนด้านหลังขรุขระ มีหนามแหลมขนาดเล็กโดยเฉพาะที่บริเวณขอบเห็นได้ชัดเจนเมื่อส่องดูด้วยแว่นขยายด้านล่างผิวเรียบ

     

            6. เมล็ดและต้นอ่อน
              เมื่อดอกหญ้าแฝกได้รับการผสมแล้วดอกที่ไม่มีก้านดอกซึ่งเป็นดอกสมบูรณ์ก็จะติดเมล็ด ซึ่งเมล็ดมีสีน้ำตาลอ่อนเป็นรูปกระสวยผิวเรียบ หัวท้ายมน ขนาดกว้าง 1-1.5 มิลลิเมตรยาว 2.5-3 มิลลิเมตรเมล็ดมีผนังบางเนื้ออ่อนแบบเมล็ดสาคู มีส่วนประกอบของแป้งและน้ำมันอยู่มาก เมล็ดหญ้าแฝกมีความสามารถในการงอกอยู่ในช่วงระยะเวลาจำกัดเพียงช่วงสั้นๆ เมื่อดอกหญ้าแฝกได้รับการผสมแล้ว รังไข่จะพัฒนาไปเป็นเมล็ดช่วงระยะที่เมล็ดมีการพัฒนาใกล้เต็มที่แล้วจะสังเกตได้จากลักษณะการห่อตัวของรวงที่มีการรัดตัวเป็นก้อนรูปกระสวยถ้าเก็บเมล็ดโดยการรูดจากรวงในช่วงนี้นำมาเพาะเลี้ยงในห้องปฏิบัติการจะพบว่ามีเปอร์เซ็นต์การงอกได้เกินกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ แต่เมื่อทิ้งไว้เพียง 3 วันอัตราการงอกจะเหลือเพียงประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือได้ว่าหญ้าแฝกมีอัตราการงอกที่ต่อมากต้นอ่อนของหญ้าแฝกจะมีการเจริญเติบโต เช่นเดียวกับหญ้าแฝกทั่วไปโดยจะเริ่มจากมีรากแรก(radicle) แทงออกมาจากเมล็ดจากนั้นใบเลี้ยง(cotyledon)ก็จะค่อยๆ แทงออกมาในทางตรงกันข้ามกับรากต้นอ่อนและจะเจริญยืดตัวอย่างรวดเร็วตั้งตัวได้สูงประมาณ 2 เซนติเมตรภายใน 3 วัน และจะเริ่มมีใบแท้สีเขียวและมีหนามบนขอบใบปรากฏให้เห็นชัดเจนในช่วงอาทิตย์แรกในสภาพธรรมชาติเมล็ดของหญ้าแฝกจะแก่คารวงและหลุดร่วงไปโดยที่ส่วนใหญ่ได้สูญเสียความสามารถในการงอกไปแล้วเมล็ดส่วนที่เหลืออยู่ก็แทบจะไม่มีโอกาสที่จะงอกได้ นอกจากจะตกลงไปในสภาพแวดล้อม ที่เหมาะสมในทันทีมล็ดหญ้าแฝกมีความไวในการตอบสนองต่อปัจจัยแวดล้อมต่างๆ เมื่อประสบกับสภาพความแห้งแล้ง ลมแรง และแดดจัด แม้เพียงช่วงระยะเวลาสั้นๆความสามารถในการงอกของเมล็ดลดลงได้ง่ายแต่ในบางครั้งอาจพบว่ามีการงอกของเมล็ดเนื่องจากในช่วงที่เมล็ดแก่อาจ
    มีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมกล้าหญ้าแฝกก็จะขึ้นอยู่ใกล้กับกอหญ้าแฝกเก่านั่นเองอย่างไรก็ตามกล้าหญ้าแฝกอ่อนที่ขึ้นมาก็สามารถกำจัดได้ง่ายโดยการใช้จอบถางออกึ่งการแพร่กระจายจึงไม่ก่อให้เกิดปัญหาเมื่อเปรียบเทียบกับหญ้าคาหรือวัชพืชชนิดอื่น         

  • รูปภาพ :
    รูปพันธุ์ กำแพงเพชร1

    รูปพันธุ์ กำแพงเพชร1
    รูปพันธุ์ กำแพงเพชร2

    รูปพันธุ์ กำแพงเพชร2
    รูปพันธุ์ นครสวรรค์

    รูปพันธุ์ นครสวรรค์
    รูปพันธุ์ ประจวบคีรีขันธ์

    รูปพันธุ์ ประจวบคีรีขันธ์
    รูปพันธุ์ ร้อยเอ็ด

    รูปพันธุ์ ร้อยเอ็ด
    รูปพันธุ์ ราชบุรี

    รูปพันธุ์ ราชบุรี
    รูปพันธุ์ เลย

    รูปพันธุ์ เลย
    รูปพันธุ์ ศรีลังกา

    รูปพันธุ์ ศรีลังกา
    รูปพันธุ์ สงขลา3

    รูปพันธุ์ สงขลา3
    รูปพันธุ์ สุราษฎร์ธานี

    รูปพันธุ์ สุราษฎร์ธานี